หน้าแรก · ความรู้เรื่องการกันซึม · ทำไมซ่อมแล้วยังรั่วซ้ำ
ทำไมซ่อมรั่วแล้วยังรั่วซ้ำ และจะรู้ได้อย่างไรว่าแก้ตรงจุด
ถ้าคุณจ่ายค่าซ่อมรั่วมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้งและยังไม่จบ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความซวย บทความนี้อธิบายว่าการซ่อมล้มเหลวด้วยเหตุผลอะไรบ้าง และคุณจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าครั้งต่อไปแก้ถูกจุดจริง
คำตอบสั้น
ส่วนใหญ่เพราะซ่อมที่ตำแหน่งที่เห็นน้ำ ไม่ใช่ตำแหน่งที่น้ำเข้า น้ำเดินทางไปตามท้องพื้นก่อนหยดลงมา จุดที่เปียกจึงมักไม่ใช่จุดรั่ว และจุดรั่วส่วนใหญ่อยู่ที่รอยต่อ ขอบยก และรอบสิ่งที่ทะลุพื้น ไม่ใช่กลางพื้น
วิธีรู้ว่าแก้ตรงจุด คือต้องมีการทดสอบก่อนซ่อม เช่น ขังน้ำหรือฉีดน้ำแยกโซน เพื่อยืนยันจุดที่น้ำเข้า และทดสอบซ้ำหลังซ่อมก่อนปิดงาน ถ้าผู้รับเหมาเสนอราคาโดยไม่มีขั้นตอนนี้ โอกาสรั่วซ้ำสูง
ในบทความนี้
- คุณไม่ได้เจอปัญหานี้คนเดียว
- เหตุผลที่ 1 จุดที่เห็นน้ำ ไม่ใช่จุดที่น้ำเข้า
- เหตุผลที่ 2 น้ำมักเข้าที่รอยต่อมากกว่ากลางพื้น
- เหตุผลที่ 3 ข้ามขั้นตอนเตรียมพื้นผิว
- เหตุผลที่ 4 ทาทับความชื้นที่ยังอยู่ข้างใน
- เหตุผลที่ 5 ใช้วัสดุแข็งกับจุดที่ต้องขยับ
- เหตุผลที่ 6 ทากันซึมผิดด้าน
- 7 คำถามที่ควรถามก่อนจ้าง
- 5 หลักฐานที่ควรได้รับเมื่อส่งมอบงาน
- ทดสอบด้วยตัวเองได้ก่อนเรียกใคร
คุณไม่ได้เจอปัญหานี้คนเดียว
งานวิจัยที่นำเสนอในการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 26 พ.ศ. 2564 โดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าปัญหาน้ำรั่วซึมเป็นข้อบกพร่องที่พบมากที่สุดในช่วงหลังการก่อสร้าง และรายงานเรื่องร้องทุกข์ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำเดือนพฤศจิกายน 2567 ระบุว่าบ้านจัดสรรเป็นเรื่องร้องทุกข์อันดับหนึ่งในหมวดอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 117 เรื่อง คิดเป็น 34.21 เปอร์เซ็นต์
ตัวเลขเหล่านี้บอกอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือน้ำรั่วไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะราย แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่เกิดจากวิธีทำงานที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรม เมื่อคุณเข้าใจว่าวิธีนั้นผิดตรงไหน คุณจะเลือกผู้รับเหมาได้ต่างออกไป
เหตุผลที่ 1 จุดที่เห็นน้ำ ไม่ใช่จุดที่น้ำเข้า
นี่คือความเข้าใจผิดที่ทำให้เสียเงินซ้ำมากที่สุด น้ำที่ซึมผ่านพื้นไม่ได้หยดลงมาตรง ๆ แต่จะไหลไปตามท้องพื้นคอนกรีตจนถึงจุดต่ำสุด หรือจุดที่มีรอยแตก หรือจุดที่มีท่อทะลุผ่าน แล้วจึงหยดลงมา
ผลคือคราบบนฝ้าอาจอยู่ห่างจากจุดที่น้ำเข้าจริงหลายเมตร เมื่อช่างทุบหรือซ่อมตามตำแหน่งที่เห็นคราบ จึงมีโอกาสสูงที่จะพลาด และเมื่อฝนตกครั้งถัดไปน้ำก็ยังเข้าที่เดิม
ถ้าผู้รับเหมาเสนอราคาโดยดูแค่ตำแหน่งที่ฝ้าเปียก ไม่ได้ทดสอบหาจุดน้ำเข้า นั่นคือสัญญาณแรกว่าอาจต้องซ่อมซ้ำ
เหตุผลที่ 2 น้ำมักเข้าที่รอยต่อมากกว่ากลางพื้น
วัสดุกันซึมกลางแผ่นมักไม่ใช่จุดที่เป็นปัญหา สิ่งที่รั่วบ่อยกว่าคือรอยต่อระหว่างวัสดุสองชนิด และจุดที่มีของทะลุผ่านชั้นกันซึม รายการที่เจอซ้ำ ๆ หน้างานมีอยู่ไม่กี่อย่าง
- รอบท่อระบายน้ำและฟลอร์เดรน
- ฐานเครื่องปรับอากาศและจุดยึดพุกต่าง ๆ
- ขอบยกขึ้นผนังที่สูงไม่พอหรือไม่มีการเก็บปลาย
- แนวทับซ้อนของแผ่นกันซึมที่เชื่อมด้วยความร้อน
- รอยต่อการเทคอนกรีตและรอยต่อโครงสร้าง
- หัวสกรูและรอยต่อลอนบนหลังคาเมทัลชีท
การทาสีกันซึมทับพื้นที่กว้างจึงเป็นการลงทุนในส่วนที่ไม่ได้เป็นปัญหา แล้วปล่อยจุดที่เป็นปัญหาไว้เหมือนเดิม งานที่จะจบต้องเริ่มจากการเก็บจุดเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อนพื้นที่ใหญ่เสมอ
เหตุผลที่ 3 ข้ามขั้นตอนเตรียมพื้นผิว
วัสดุกันซึมที่ดีที่สุดก็ยึดกับพื้นผิวที่ไม่ได้เตรียมไม่ได้ ระบบที่ล่อนออกมาเป็นแผ่นในปีที่สองเกือบทั้งหมดไม่ได้เกิดจากตัววัสดุ แต่เกิดจากขั้นตอนก่อนหน้าที่ถูกข้ามไปเพื่อประหยัดเวลาและค่าแรง
ข้อกำหนดของผู้ผลิตระบุค่าที่ต้องวัดจริงและบันทึกไว้ ไม่ใช่ประเมินด้วยสายตา ตัวเลขที่ควรรู้มีดังนี้
- แรงยึดเกาะผิวคอนกรีต ต้องได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1.5 นิวตันต่อตารางมิลลิเมตร และค่าเดี่ยวไม่ต่ำกว่า 1.0
- ผิวปูนทรายปรับระดับ ต้องได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 1.0 และค่าเดี่ยวไม่ต่ำกว่า 0.7
- ผิวยางมะตอย ต้องได้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 0.8 และค่าเดี่ยวไม่ต่ำกว่า 0.5
- คอนกรีตใหม่ต้องบ่มครบอย่างน้อย 28 วันก่อนลงระบบ
- อุณหภูมิผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3 องศาเซลเซียส
ข้อสุดท้ายสำคัญเป็นพิเศษกับเมืองไทย ความชื้นในอากาศที่ 72 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ตลอดปีทำให้ผิวคอนกรีตในตอนเช้าตรู่หรือหลังฝนตกมีฟิล์มน้ำบางที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ถ้าลงวัสดุตอนนั้น ฟิล์มน้ำจะกลายเป็นชั้นแยกระหว่างวัสดุกับพื้นผิว การมีเครื่องวัดและการบันทึกผลหน้างานช่วยลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว
เหตุผลที่ 4 ทาทับความชื้นที่ยังอยู่ข้างใน
ถ้าเคยเห็นกันซึมบนดาดฟ้าพองเป็นถุงลมแล้วล่อนออกเป็นแผ่น นั่นไม่ใช่วัสดุไม่ดี แต่คือความชื้นที่ค้างอยู่ในเนื้อคอนกรีตระเหยขึ้นมาเป็นไอน้ำเมื่อโดนแดด แล้วดันฟิล์มจากด้านล่าง
การวัดความชื้นทำได้สองแบบ คือเครื่องวัดแบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเร็วและไม่ทำลายผิว กับวิธีแคลเซียมคาร์ไบด์ที่ต้องเจาะเก็บตัวอย่างแต่แม่นยำกว่าสำหรับจุดวิกฤต ผู้รับเหมาที่ทำงานถูกวิธีจะมีเครื่องมือเหล่านี้และบันทึกค่าที่วัดได้ให้คุณ
บางหน้างานทำให้พื้นผิวแห้งไม่ได้จริง ๆ เช่น ชั้นใต้ดินที่รับความชื้นจากดินตลอดเวลา ห้องเครื่อง หรืองานที่ต้องส่งมอบในหน้าฝน กรณีเหล่านี้ต้องใช้ระบบที่ออกแบบมาให้ลงบนผิวชื้นได้และยอมให้ไอน้ำระบายออกได้ ไม่ใช่ฝืนใช้ระบบทั่วไปแล้วหวังว่าจะรอด
เหตุผลที่ 5 ใช้วัสดุแข็งกับจุดที่ต้องขยับ
อาคารในกรุงเทพตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อนหนาประมาณ 15 ถึง 20 เมตร การทรุดตัวไม่เท่ากันจึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความผิดพลาด บวกกับการยืดหดจากอุณหภูมิผิวที่ร้อนจัดตอนกลางวันและเย็นลงตอนกลางคืนทุกวัน โครงสร้างจึงขยับตลอดเวลา
เมื่ออุดรอยต่อหรือรอยแตกด้วยปูนทราย ปูนไม่หดตัว หรือซีเมนต์กันซึม ซึ่งล้วนเป็นวัสดุแข็ง มันจะแตกที่ขอบสัมผัสทันทีที่โครงสร้างขยับรอบถัดไป นี่คือคำตอบว่าทำไมอุดกี่ครั้งก็แตกซ้ำที่แนวเดิม
รอยต่อไม่ใช่รอยเสียที่ต้องปิดให้แน่น แต่เป็นจุดที่ออกแบบมาให้ขยับได้ ระบบที่ใช้จึงต้องยืดหยุ่นตามการเคลื่อนตัว ไม่ใช่พยายามยึดสองฝั่งไว้ด้วยกัน
เหตุผลที่ 6 ทากันซึมผิดด้าน
หลักการที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินคือ กันซึมทำงานได้ดีที่สุดเมื่ออยู่ด้านเดียวกับที่น้ำมา เพราะแรงดันน้ำจะกดฟิล์มให้แนบกับพื้นผิว ถ้าติดตั้งอีกด้าน แรงดันเดียวกันนั้นจะดันฟิล์มให้หลุดออก
นี่คือเหตุผลที่การทาสีกันซึมใต้ท้องระเบียง หรือทาซีเมนต์กันซึมที่ผนังชั้นใต้ดินจากด้านใน มักพองล่อนภายในไม่กี่เดือน งานเหล่านี้ทำได้ แต่ต้องใช้ระบบที่ออกแบบมาสำหรับแรงดันด้านลบโดยเฉพาะ ไม่ใช่นำวัสดุทั่วไปมาใช้ผิดด้าน
7 คำถามที่ควรถามก่อนจ้าง
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นวิศวกรเพื่อคัดผู้รับเหมา แค่ถามเจ็ดคำถามนี้ก็แยกได้แล้วว่าใครทำงานเป็นระบบและใครทาทับไปเรื่อย ๆ
- คุณจะหาจุดที่น้ำเข้าอย่างไรคำตอบที่ดีต้องมีวิธีทดสอบ เช่น การขังน้ำหรือฉีดน้ำแยกโซน ไม่ใช่ดูจากตำแหน่งที่ฝ้าเปียกอย่างเดียว
- จะวัดแรงยึดเกาะและความชื้นของพื้นผิวไหมถ้าตอบว่าไม่จำเป็นหรือดูด้วยตาก็รู้ ให้ระวัง เพราะสองค่านี้เป็นตัวกำหนดว่าระบบจะอยู่ครบอายุหรือไม่
- จะเก็บจุดดีเทลอะไรบ้าง และทำก่อนหรือหลังพื้นที่ใหญ่คำตอบที่ถูกคือทำจุดดีเทลก่อน แล้วให้พื้นที่ใหญ่เชื่อมต่อเป็นเนื้อเดียวกับงานดีเทล
- ความหนาของฟิล์มเมื่อแห้งเท่าไหร่ และใช้วัสดุกี่กิโลกรัมต่อตารางเมตรตัวเลขนี้ต้องระบุได้ทันที เพราะเป็นสิ่งที่ตรวจสอบย้อนหลังได้จากปริมาณวัสดุที่ใช้จริง
- มีเอกสารรับรองของวัสดุไหม ขอดูได้ไหมวัสดุที่ผ่านมาตรฐานจะมีเอกสารรับรองที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ใช่แค่ใบโบรชัวร์
- จะทดสอบอย่างไรก่อนส่งมอบงานพื้นควรมีการทดสอบขังน้ำ ส่วนงานห้องน้ำต้องทดสอบก่อนปูกระเบื้องกลับ ไม่ใช่หลังจากปูเสร็จแล้ว
- รับประกันกี่ปี ครอบคลุมอะไรบ้าง และไม่ครอบคลุมอะไรคำตอบต้องเป็นเอกสาร ไม่ใช่คำพูด และข้อยกเว้นต้องเขียนไว้ชัดพอ ๆ กับสิ่งที่ครอบคลุม
5 หลักฐานที่ควรได้รับเมื่อส่งมอบงาน
เมื่องานเสร็จ สิ่งที่คุณควรได้ไม่ใช่แค่พื้นที่สะอาดกับใบเสร็จ แต่คือชุดเอกสารที่พิสูจน์ว่าทำถูกขั้นตอนจริง ห้าอย่างนี้คือสิ่งที่ควรร้องขอ และควรตกลงกันไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน
- รายงานการตรวจหาต้นเหตุระบุว่าน้ำเข้าที่จุดใดและใช้วิธีใดยืนยัน ควรได้ก่อนเริ่มงาน ไม่ใช่หลังจบงาน
- ค่าที่วัดได้จากหน้างานผลแรงยึดเกาะ ผลความชื้น และสภาพพื้นผิวก่อนลงระบบ
- ภาพถ่ายระหว่างงานโดยเฉพาะภาพจุดดีเทลตอนที่ยังเปิดอยู่ เพราะเมื่อปิดทับแล้วจะตรวจสอบไม่ได้อีก
- ผลการทดสอบก่อนส่งมอบผลการขังน้ำหรือการทดสอบอื่นตามที่ตกลง พร้อมวันเวลาและระยะเวลาที่ทดสอบ
- บันทึกวัสดุที่ใช้จริงชื่อผลิตภัณฑ์ ปริมาณต่อตารางเมตร และความหนาที่ได้ ใช้ตรวจย้อนหลังได้ว่าลงวัสดุครบตามที่เสนอราคาหรือไม่
ถ้าผู้รับเหมาไม่สามารถให้ห้าอย่างนี้ได้ ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ซื่อสัตย์เสมอไป แต่แปลว่าเขาไม่มีระบบที่จะพิสูจน์ผลงานของตัวเอง และคุณจะไม่มีทางรู้เลยว่างานถูกต้องหรือไม่จนกว่าฝนจะตก
ทดสอบด้วยตัวเองได้ก่อนเรียกใคร
ก่อนจ่ายเงินให้ใคร มีสิ่งที่คุณทำเองได้เพื่อจำกัดขอบเขตปัญหาให้แคบลง และช่วยให้คุยกับผู้รับเหมาได้ตรงประเด็นขึ้น
ถ้าเป็นห้องน้ำ
สังเกตความสัมพันธ์กับการใช้งาน ถ้าเปียกมากขึ้นหลังอาบน้ำหรือล้างพื้นแต่หยุดเมื่อไม่ใช้ห้องน้ำ มักเป็นการซึมผ่านพื้น ถ้าหยดตลอดเวลาแม้ไม่มีใครใช้ ให้สงสัยท่อน้ำดีรั่วก่อน สองอย่างนี้เป็นคนละงานและคนละราคา
ถ้าเป็นดาดฟ้าหรือระเบียง
ลองฉีดน้ำทีละโซนแล้วเว้นระยะสังเกต เริ่มจากโซนที่ต่ำสุดหรือใกล้จุดที่เห็นคราบที่สุด แล้วขยับไปทีละโซน วิธีนี้ช่วยจำกัดพื้นที่ต้องสงสัยได้มาก ที่สำคัญคือต้องเว้นเวลาให้พอ เพราะน้ำใช้เวลาเดินทางผ่านโครงสร้าง
ถ้าเป็นสระว่ายน้ำ
วางถังน้ำบนขั้นบันไดสระให้จมน้ำบางส่วน เติมน้ำในถังให้ระดับเท่ากับน้ำในสระ ทำเครื่องหมายทั้งในถังและนอกถัง ปิดระบบกรองแล้วทิ้งไว้ 24 ถึง 48 ชั่วโมง ถ้าลดลงเท่ากันแปลว่าเป็นการระเหยตามปกติ ไม่ได้รั่ว
ข้อสรุปสั้นที่สุดของบทความนี้คือ งานกันซึมที่จบไม่ได้เริ่มที่การเลือกวัสดุ แต่เริ่มที่การรู้ว่าน้ำเข้าตรงไหน ผู้รับเหมาที่ตอบคำถามข้อนี้ไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้วัสดุยี่ห้อใดก็มีโอกาสสูงที่คุณจะต้องซ่อมอีกรอบ
บทความนี้เขียนจากประสบการณ์หน้างานและข้อกำหนดการติดตั้งของผู้ผลิต ค่าตัวเลขที่อ้างถึงเป็นเกณฑ์ตามคู่มือการติดตั้งของระบบที่เราใช้ ระบบอื่นอาจกำหนดค่าต่างออกไป
อยากรู้ว่าอาคารของคุณรั่วตรงไหน
เราตรวจหาต้นเหตุพร้อมออกรายงานให้ก่อนเสนอราคา โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ส่งภาพจุดที่รั่วมาทาง LINE ได้เลย