หน้าแรก · ความรู้เรื่องการกันซึม · เปรียบเทียบระบบกันซึม
เปรียบเทียบระบบกันซึม 5 ประเภท ข้อดี ข้อเสีย และอายุใช้งาน
ไม่มีระบบไหนดีที่สุดสำหรับทุกงาน มีแต่ระบบที่เหมาะกับเงื่อนไขหน้างานและงบประมาณของคุณ บทความนี้เทียบให้เห็นทั้งข้อดีและข้อจำกัดของแต่ละแบบ รวมถึงกรณีที่ระบบที่เราขายเองไม่ใช่คำตอบ
คำตอบสั้น
ระบบกันซึมหลักในไทยมี 5 กลุ่ม คืออะคริลิก โพลียูรีเทน ซีเมนต์กันซึม แผ่นเมมเบรน และ PMMA แต่ละกลุ่มต่างกันที่การรับการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง การทนน้ำขังและรังสียูวี วิธีเก็บรอยต่อ และอายุการใช้งานที่อ้างอิงเอกสารได้
ไม่มีระบบใดดีที่สุดในทุกกรณี ระบบที่เหมาะขึ้นกับสภาพพื้นผิว การใช้งาน และค่าความเสียหายถ้ารั่ว บทความนี้เทียบทั้ง 5 กลุ่มในตารางเดียว เพื่อให้เลือกได้จากเงื่อนไขจริงของอาคาร
ในบทความนี้
4 เกณฑ์ที่ควรใช้ตัดสิน ก่อนดูราคา
คนส่วนใหญ่เริ่มจากคำถามว่าตารางเมตรละเท่าไหร่ ซึ่งเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ถ้ายังไม่รู้ว่าต้องการอะไร สี่ข้อนี้คือสิ่งที่ควรพิจารณาก่อน แล้วราคาจะมีความหมายขึ้นมาเอง
1. อายุการใช้งานที่ต้องการ
คุณจะขายอาคารในสามปีข้างหน้า หรือจะถือไว้อีกยี่สิบปี คำตอบต่างกันมากพอที่จะเปลี่ยนระบบที่ควรเลือกทั้งหมด งานที่ต้องการแค่กันไว้ก่อนขาย ไม่มีเหตุผลที่จะจ่ายค่าระบบอายุ 25 ปี
2. ความสามารถปิดรอยแตกที่ยังขยับอยู่
โครงสร้างบนดินอ่อนของกรุงเทพขยับตลอด บวกกับการยืดหดจากความร้อนทุกวัน ระบบที่แข็งจะแตกตามการขยับนั้น ระบบที่ยืดหยุ่นจะยืดตาม ข้อนี้แยกระบบออกเป็นสองกลุ่มชัดเจนที่สุด
3. ความสามารถเก็บจุดดีเทล
เนื่องจากน้ำเข้าที่รอยต่อและจุดที่มีของทะลุผ่านเป็นหลัก ระบบที่เก็บงานรอบท่อ รอบฐานเครื่อง และมุมผนังได้เนียนกว่า จะให้ผลจริงดีกว่า แม้ค่าทดสอบในห้องแล็บจะใกล้เคียงกัน
4. เงื่อนไขหน้างานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
พื้นผิวชื้นและทำให้แห้งไม่ได้ อาคารมีคนอยู่ตลอดจึงรับกลิ่นแรงไม่ได้ ห้ามใช้เปลวไฟบนหลังคา ต้องส่งมอบภายในหน้าฝน ทั้งหมดนี้ตัดตัวเลือกออกได้จริง ก่อนที่จะได้คุยเรื่องราคาด้วยซ้ำ
ตารางเปรียบเทียบทั้ง 5 ระบบ
อายุใช้งานด้านล่างเป็นค่าโดยประมาณในสภาพการใช้งานจริงของเมืองไทย ซึ่งมักสั้นกว่าที่ระบุบนฉลากเพราะฉลากส่วนใหญ่อ้างอิงสภาพอากาศเขตอบอุ่น
| ระบบ | อายุโดยประมาณ | จุดแข็ง | ข้อจำกัดหลัก |
|---|---|---|---|
| อะคริลิกทา | ประมาณ 5 ปี | ราคาถูกที่สุด หาซื้อง่าย ทาเองได้ | ไม่ทนน้ำขัง ฟิล์มบาง อ่อนตัวเมื่อร้อนและแช่น้ำ |
| โพลียูรีเทนทา | ประมาณ 10 ปี | ยืดหยุ่นดี ไร้รอยต่อ ราคากลาง | แพ้ความชื้นย้อนกลับขณะติดตั้ง แห้งช้ากว่า |
| ซีเมนต์กันซึม | ขึ้นกับวัสดุปิดทับ | ยึดเกาะคอนกรีตดีมาก ราคาถูก ใช้ใต้กระเบื้องได้ | เป็นวัสดุแข็ง แตกตามการขยับของโครงสร้าง |
| แผ่นเมมเบรนสำเร็จรูป | ประมาณ 10–20 ปี | ความหนาสม่ำเสมอ ควบคุมคุณภาพจากโรงงาน | รอยต่อทับซ้อนและงานรอบท่อเป็นจุดอ่อน บางชนิดต้องใช้เปลวไฟ |
| PMMA ไร้รอยต่อเสริมแผ่นใย | ประเมินไว้ 25 ปี | ไร้รอยต่อ เก็บดีเทลได้ดีที่สุด แข็งตัวเร็ว ทนแรงกด | ราคาต่อตารางเมตรสูงสุด กลิ่นแรงขณะทำงาน ต้องใช้ช่างที่ผ่านการอบรม |
อะคริลิกทา
คือสีกันซึมสูตรน้ำที่หาซื้อได้ตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป ทาด้วยแปรงหรือลูกกลิ้ง แห้งแล้วเป็นฟิล์มยืดหยุ่นบาง ๆ เป็นระบบที่คนไทยใช้มากที่สุดเพราะเข้าถึงง่ายและถูก
เหมาะกับ
ผนังภายนอกที่ไม่มีน้ำขัง หลังคาที่มีความชันดี งานที่ต้องการยืดอายุออกไปสองสามปีก่อนตัดสินใจทำใหญ่ และงานที่เจ้าของอยากทำเองเพื่อประหยัด
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
ฟิล์มบางเกินกว่าจะรับน้ำขังได้ อะคริลิกดูดน้ำเมื่อแช่อยู่นาน จึงพองและล่อนบนดาดฟ้าที่ระบายน้ำไม่ดี ฟิล์มที่บางและไม่ได้เชื่อมขวางจะอ่อนตัวเมื่อร้อน แล้วแข็งและแตกลายเมื่อสารเพิ่มความอ่อนตัวระเหยออกไปในเวลาไม่กี่ปี และที่สำคัญที่สุดคือมันปิดจุดที่มีของทะลุผ่านไม่ได้ การทาอะคริลิกทับดาดฟ้าที่รั่วรอบท่อจึงมักไม่ช่วยอะไรเลย
โพลียูรีเทนทา
เรซินโพลียูรีเทนชนิดทา ให้ฟิล์มไร้รอยต่อที่ยืดหยุ่นสูงกว่าอะคริลิกมาก มีทั้งชนิดหนึ่งส่วนผสมและสองส่วนผสม เป็นระบบที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในงานอาคาร
เหมาะกับ
ดาดฟ้า ระเบียง หลังคาเมทัลชีท และพื้นที่ที่ต้องการความยืดหยุ่นเพื่อปิดรอยแตกที่ขยับตัว รวมถึงงานที่ต้องการหลีกเลี่ยงกลิ่นแรง เพราะ PU บางสูตรมีกลิ่นต่ำกว่า PMMA มาก
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
จุดอ่อนคลาสสิกของ PU คือความชื้นในพื้นผิวขณะติดตั้ง ถ้าลงบนคอนกรีตที่ยังชื้น ไอน้ำที่ระเหยขึ้นมาจะทำให้ฟิล์มเกิดฟองอากาศและยึดเกาะไม่ดี ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิอากาศชื้นแบบบ้านเรา ข้อนี้แก้ได้ด้วยการเลือกสูตรที่ออกแบบมาให้ลงบนผิวชื้นได้และยอมให้ไอน้ำระบายออก แต่ต้องเลือกให้ถูกสูตรตั้งแต่แรก อีกข้อคือแห้งช้ากว่า PMMA พอสมควร ทำให้เสี่ยงกับฝนที่ตกกลางคัน
ซีเมนต์กันซึม
วัสดุประเภทปูนผสมโพลิเมอร์ ใช้ฉาบหรือทาบนคอนกรีต ยึดเกาะกับคอนกรีตได้ดีมากเพราะเป็นวัสดุตระกูลเดียวกัน นิยมใช้ในงานห้องน้ำ ถังน้ำ และงานใต้กระเบื้อง
เหมาะกับ
งานที่ต้องปูกระเบื้องทับ พื้นที่ที่โครงสร้างนิ่งและไม่มีการขยับ และงานที่ต้องการวัสดุราคาประหยัดที่ยึดเกาะคอนกรีตได้ดี
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
เป็นวัสดุแข็ง จึงแตกตามรอยแตกของโครงสร้างที่ยังขยับอยู่ ปัจจุบันมีสูตรที่เพิ่มความยืดหยุ่นด้วยโพลิเมอร์ ซึ่งช่วยได้ในระดับหนึ่งแต่ยังเทียบกับระบบเรซินไม่ได้ในเรื่องการปิดรอยแตกที่เคลื่อนตัว บนอาคารที่ตั้งบนดินอ่อนและยังทรุดอยู่ ระบบนี้จึงมีความเสี่ยงสูงถ้าใช้เดี่ยว ๆ ในจุดที่มีการขยับ
แผ่นเมมเบรนสำเร็จรูป
รวมทั้งแผ่นบิทูเมนที่ติดตั้งด้วยการเผาไฟ และแผ่นสังเคราะห์ชนิดต่าง ๆ ที่เชื่อมด้วยลมร้อน ข้อได้เปรียบที่แท้จริงคือความหนาถูกควบคุมมาจากโรงงาน ไม่ขึ้นกับฝีมือช่างเหมือนระบบทา
เหมาะกับ
พื้นที่กว้างที่มีรูปทรงเรียบง่าย มีจุดดีเทลน้อย เช่น หลังคาโกดังหรืออาคารขนาดใหญ่ที่ต้องการต้นทุนต่อตารางเมตรที่คุมได้ในงานสร้างใหม่
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
ทุกแนวทับซ้อนคือจุดที่ต้องพึ่งฝีมือการเชื่อมและเสื่อมตามอายุ และงานรอบท่อกับมุมผนังต้องตัดต่อและอุดปิดเพิ่ม ซึ่งเป็นที่มาของการรั่วส่วนใหญ่ในระบบนี้ อีกข้อที่กระทบการตัดสินใจในอาคารที่ใช้งานอยู่คือชนิดที่ต้องเผาไฟติดตั้ง ซึ่งหลายอาคารไม่อนุญาตให้ใช้เปลวไฟบนหลังคาด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย
PMMA ไร้รอยต่อเสริมแผ่นใย
เรซินอะคริลิกชนิดสองส่วนผสมที่บ่มด้วยปฏิกิริยาเคมี ไม่ใช่การระเหยของตัวทำละลาย ติดตั้งโดยเทเรซิน วางแผ่นใยโพลีเอสเตอร์ แล้วรีดให้ซึมทั่วในขั้นตอนเดียว ได้ฟิล์มต่อเนื่องทั้งผืนที่มีแผ่นใยเสริมแรงอยู่ข้างใน
เหมาะกับ
งานที่มีจุดดีเทลเยอะ งานซ่อมที่ต้องการให้จบในครั้งเดียว งานที่มีเวลาจำกัดเพราะกันน้ำฝนได้ในประมาณ 30 นาทีและเดินได้ใน 45 นาที งานบนอาคารที่ใช้เปลวไฟไม่ได้ และงานที่ต้องการอายุการใช้งานยาวที่สุด
ตัวเลขที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
ระบบที่ผ่านมาตรฐานยุโรป ETAG 005 จะมีการจัดชั้นที่ระบุในเอกสารรับรอง เช่น W3 หมายถึงอายุการใช้งานที่ประเมินไว้ 25 ปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุด S1 ถึง S4 คือช่วงความชันหลังคาที่ใช้ได้ P4 คือระดับการรับแรงกดสูงสุด และ TH4 คืออุณหภูมิผิวสูงสุด 90 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นค่าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับหลังคาในเมืองไทย คุณขอดูเอกสารเหล่านี้จากผู้ขายได้เสมอ และควรขอ
ข้อจำกัดที่ต้องรู้
ราคาต่อตารางเมตรสูงที่สุดในห้าระบบ มีกลิ่นฉุนขณะทำงานซึ่งจะหายเมื่อบ่มเสร็จ ต้องผสมสารเร่งในสัดส่วนที่แม่นยำและมีเวลาใช้งานหลังผสมสั้น จึงต้องใช้ช่างที่ผ่านการอบรม และต้องลงบนพื้นผิวที่แห้ง
เลือกอย่างไรให้ตรงกับงานของคุณ
แทนที่จะถามว่าระบบไหนดีที่สุด ลองหาสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับงานของคุณจากตารางนี้
| สถานการณ์ | ระบบที่ควรพิจารณา |
|---|---|
| จะขายอาคารในไม่กี่ปี ต้องการแค่หยุดรั่วชั่วคราว | อะคริลิกหรือ PU ตามงบ ไม่ต้องลงทุนระบบอายุยาว |
| ดาดฟ้ามีน้ำขัง ระบายไม่ดี | ตัดอะคริลิกออก เลือก PMMA หรือ PU ที่ทนแช่น้ำ พร้อมปรับสโลป |
| รั่วรอบท่อ ฐานเครื่อง และมุมผนังหลายจุด | PMMA เพราะเก็บจุดดีเทลไร้รอยต่อได้ดีที่สุด |
| อาคารมีคนอยู่ ห้ามใช้เปลวไฟ | ระบบของเหลวทุกชนิด ตัดแผ่นบิทูเมนชนิดเผาไฟออก |
| พื้นผิวชื้น ทำให้แห้งไม่ได้ | PU สูตรที่ลงบนผิวชื้นได้และยอมให้ไอน้ำระบายออก |
| พื้นที่อับอากาศ หรืออาคารที่ไวต่อกลิ่น | PU กลิ่นต่ำที่ปราศจากตัวทำละลาย ตัด PMMA ออกในพื้นที่แบบนี้ |
| หลังคาโกดังพื้นที่กว้าง รูปทรงเรียบ งบจำกัด | แผ่นเมมเบรนอาจคุ้มกว่า ถ้ามีจุดดีเทลน้อยจริง |
| ห้องน้ำที่จะปูกระเบื้องทับ | PMMA หรือ PU สำหรับจุดดีเทล ซีเมนต์กันซึมใช้ได้ถ้าโครงสร้างนิ่ง |
| รอยต่ออาคารกับส่วนต่อเติมที่ยังทรุด | ระบบกันซึมรอยต่อโดยเฉพาะ ตัดวัสดุแข็งทุกชนิดออก |
| ต้องส่งมอบเร็ว หรือทำในหน้าฝน | PMMA เพราะกันฝนได้ในประมาณ 30 นาที |
คิดเป็นต้นทุนต่อปี ไม่ใช่ต่อตารางเมตร
ราคางานกันซึมดาดฟ้าเต็มระบบในตลาดไทยอยู่ในช่วงกว้างมาก ตั้งแต่หลักสองร้อยบาทต่อตารางเมตรไปจนถึงหลักหกร้อยกว่าบาท ขึ้นกับชนิดวัสดุและขั้นตอนการเตรียมพื้นผิว การเทียบเฉพาะตัวเลขนี้จึงทำให้ตัดสินใจผิดได้ง่าย
วิธีคิดที่ตรงกับความจริงมากกว่าคือหารด้วยอายุการใช้งาน แล้วบวกค่าเสียหายและค่าปิดพื้นที่ทุกครั้งที่ต้องทำใหม่ ผลที่ได้ไม่ได้ชี้ไปทางเดียวเสมอ ระบบราคาถูกอาจยังถูกกว่าต่อปีแม้ทำซ้ำหลายครั้ง แต่ระบบที่อยู่ได้ 25 ปีชนะชัดเจนในจำนวนครั้งที่ต้องปิดพื้นที่และในอาคารที่ค่าเสียหายต่อครั้งสูง
อย่าลืมต้นทุนแฝงที่ไม่อยู่ในใบเสนอราคา คือค่าซ่อมฝ้าและทาสีใหม่ทุกครั้งที่รั่ว ค่าปิดพื้นที่ใช้งาน ความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เช่า และที่แพงที่สุดคือความเสียหายที่เกิดกับเหล็กเสริมในโครงสร้างเมื่อปล่อยให้ชื้นสะสมเป็นปี
สำหรับนิติบุคคลอาคารชุดที่ต้องขออนุมัติจากที่ประชุม ตัวเลขต้นทุนต่อตารางเมตรต่อปีเป็นวิธีนำเสนอที่เข้าใจง่ายและตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าได้ตรงกว่าการเทียบราคาก้อนเดียว
เมื่อไหร่ที่ PMMA ไม่ใช่คำตอบ
เราติดตั้งระบบ PMMA เป็นหลัก แต่จะไม่แนะนำในกรณีเหล่านี้ และจะบอกคุณตรง ๆ ถ้าหน้างานของคุณเข้าข่าย
- ต้องการแก้ปัญหาชั่วคราวหนึ่งถึงสองปีก่อนขายหรือก่อนรื้ออาคาร ระบบอายุ 25 ปีไม่คุ้มกับความต้องการนี้
- พื้นที่อับอากาศหรืออาคารที่ไวต่อกลิ่นมาก กรณีนี้ควรใช้ระบบ PU กลิ่นต่ำแทน
- พื้นผิวชื้นถาวรและควบคุมความแห้งไม่ได้ ต้องแก้ต้นเหตุความชื้นก่อน หรือเปลี่ยนไปใช้ระบบที่ลงบนผิวชื้นได้
- งบประมาณจำกัดชัดเจนและพื้นที่กว้างมากโดยมีจุดดีเทลน้อย ระบบอื่นอาจให้ความคุ้มค่ากว่าในกรอบงบนั้น
- โครงสร้างเสียหายจนเป็นเรื่องความปลอดภัย เช่น คานร้าวหรืออาคารทรุดผิดปกติ ต้องแก้งานโครงสร้างก่อน งานกันซึมไม่ช่วยอะไรถ้าโครงสร้างยังไม่นิ่ง
หลักที่เราใช้คือ ถ้าระบบของเราไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับงานของคุณ การรับงานไปแล้วให้ผลไม่ดีเสียหายกับทั้งสองฝ่ายมากกว่าการปฏิเสธตั้งแต่ต้น
สรุปสั้นที่สุด เลือกจากเงื่อนไขหน้างานก่อน แล้วค่อยเลือกจากงบ ไม่ใช่ในทางกลับกัน เพราะเงื่อนไขหน้างานที่ถูกมองข้าม เช่น ความชื้นในพื้นผิวหรือจำนวนจุดดีเทล คือสิ่งที่ทำให้งานราคาถูกกลายเป็นงานที่แพงที่สุดในระยะยาว
อายุการใช้งานที่ระบุเป็นค่าโดยประมาณจากการใช้งานจริงในสภาพอากาศเมืองไทย ค่าจริงขึ้นกับคุณภาพการติดตั้ง สภาพพื้นผิวเดิม และการดูแลรักษา ส่วนค่าที่ระบุสำหรับระบบ PMMA อ้างอิงการจัดชั้นตามมาตรฐาน ETAG 005 ซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้จากเอกสารรับรอง
ไม่แน่ใจว่างานของคุณควรใช้ระบบไหน
ส่งภาพหน้างานมาทาง LINE เราจะดูเงื่อนไขจริงแล้วบอกว่าควรใช้ระบบใด รวมถึงกรณีที่ระบบของเราไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ตรวจหน้างานไม่คิดค่าใช้จ่าย